คุณวรนัฐ กล่าวว่า การเพาะเนื้อเยื่อพืช (Plant tissue culture) ในปี พ.ศ. 1902 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Haerldt คิดว่าเนื้อเยื่อพืชน่าจะนำมาเลี้ยงให้มีชีวิตและเจริญเติบโตได้ การทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชจึงได้เริ่มขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา การทดลองค้นคว้าส่วนใหญ่ในระยะแรกๆ ความสำเร็จจำกัดอยู่ตรงที่ทำให้เนื้อเยื่อพืชมีชีวิตรอดอยู่ได้ในอาหารเทียม ต่อมาได้มีการค้นพบสูตรอาหารเทียมที่สมบูรณ์ เหมาะสมที่จะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งในสมัยนั้น เรียกว่า Whites medium ทำให้ความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชขยายวงกว้างขึ้น จนสามารถพัฒนาเป็นต้นพืชที่สมบูรณ์และนำออกปลูกได้ในที่สุด
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในประเทศไทยประสบความสำเร็จมาก ในเรื่องการขยายพันธุ์กล้วยไม้ ซึ่งเริ่มต้นมาเมื่อประมาณ 30-40 ปี ที่ผ่านมา จนปัจจุบันประเทศไทยมีบุคลากรในเรื่องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมากมาย และมีพืชหลากหลายชนิดที่ขยายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออย่างแพร่หลาย เช่น กล้วยหอมทอง สตรอเบอรี่ สับปะรด มันฝรั่ง เบญจมาศ เยอร์บีร่า กล้วยไม้ ยูคาลิปตัส มะละกอ ไผ่ เป็นต้น
คุณวรนัฐ บอกด้วยว่า จากการศึกษาด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้ตนและภรรยาผันชีวิตจากการทำงานราชการมาเปิดศูนย์ขยายพันธุ์สยามเพื่อเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เริ่มจากการเพาะพันธุ์กล้วยน้ำว้า ต่อมาได้เพาะกุหลาบจิ๋วด้วย โดยวิธีการเพาะเนื้อเยื่อเริ่มต้นจากการนำเอากิ่งกุหลาบจากพันธุ์ปกติที่ต้องการปลูก 15 สายพันธุ์ มาตัดเป็นกิ่งเล็กๆ จากนั้นนำมาปักเลี้ยงลงบนวุ้นอาหารภายในขวดเพาะเลี้ยงประมาณ 12-15 เดือน กิ่งที่เลี้ยงไว้จะเติบโตและงอกออกมาเป็นต้นเล็กๆ นำไปเข้าห้องแล็บ อนุบาลต่อในขวดจนได้กุหลาบที่แข็งแรง จึงนำมาแยกต้นเลี้ยงให้โตโดยปลูกในกระถางเล็ก ขนาด 3 นิ้ว ปลูกได้ประมาณ 20 วัน เริ่มออกดอกชุดแรก หลังจากที่ชุดแรกร่วงจะตัดแต่งกิ่งออก ต่อจากนั้นอีกประมาณ 15-20 วัน ต้นกุหลาบจิ๋วเริ่มแตกกิ่งใหม่อีก 7-8 กิ่ง ผ่านไป 2-2 เดือนครึ่ง ก็ออกดอก
จุดเด่นของกุหลาบจิ๋วมีพุ่มเตี้ยแต่ออกดอกดก ดอกให้กลิ่นหอมอ่อนๆ ส่วนการดูแล รดน้ำให้ชุ่ม วันละ 1-2 ครั้ง หลังพระอาทิตย์ขึ้น หรือก่อนพระอาทิตย์ตกดิน 1-2 ชั่วโมง การให้ปุ๋ยใช้ตามความเหมาะสม อาจใช้ปุ๋ยสูตร 25-7-7 ละลายน้ำ 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 10 ลิตร ทุกๆ 10-15 วัน ในช่วงพัฒนาพุ่ม ช่วงเกิดดอกอาจใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือสูตรที่มี P และ K สูงกว่า N รดแบบเดียวกัน การแต่งกิ่ง ให้หมั่นแต่งกิ่ง มีอายุยืนอยู่ได้มากกว่า 1 ปี ส่วนราคากระถางละ 29 บาท
ด้าน ดร. วรรณา กล่าวว่า นอกจากทางศูนย์จะเพาะเนื้อเยื่อกล้วย กุหลาบจิ๋ว ยังมีการเพาะเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่ง เป็นพันธุ์ที่คิดโดยเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งในเขตภาคตะวันตก (นครปฐม และราชบุรี) มีคุณลักษณะเจริญเติบโตรวดเร็ว ให้ผลผลิตตามมาตรฐานส่งต่างประเทศ มีหน่อตกเกรดน้อย ขณะนี้มีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรเริ่มให้ความสนใจ สั่งจองต้นพันธุ์มากพอสมควร
หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชผักอายุยืน เก็บผลผลิตได้ต่อเนื่องนานนับสิบปีโดยไม่ต้องปลูกใหม่แบบผักล้มลุกทั่วไป ตลาดส่งออกต่างประเทศมีความต้องการหน่อไม้ฝรั่งจากประเทศไทยมาก (ญี่ปุ่น ไต้หวัน) ดังนั้น ผลผลิตที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ที่จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ปราจีนบุรี ฯลฯ มากกว่า 30,000 ไร่ ส่งออกต่างประเทศ คนไทยจึงไม่ค่อยมีโอกาสบริโภคหน่อไม้ฝรั่งมากนัก ทั้งที่เป็นผู้ผลิตรายสำคัญ
พันธุ์หน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ มีคุณสมบัติดีคือ ให้ผลผลิตสม่ำเสมอเป็นมาตรฐานเดียวกัน แตกต่างจากการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดที่ให้ผลผลิตไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรผู้ปลูกในเขตภาคตะวันตกของประเทศไทยให้ความสนใจต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อทดแทนต้นพันธุ์ที่ขยายมาจากเมล็ดในขณะนี้
การขยายพันธุ์กล้วยน้ำว้าเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นกล้วยน้ำว้าสายพันธุ์ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี มีคุณสมบัติให้ผลผลิตสูง 8-12 หวี ต่อเครือ เปลือกหนา เมื่อสุกเนื้อไม่นิ่ม ไม่ติดเมล็ด มีลักษณะผลโต สีเหลืองนวล รสชาติอร่อย ตรงตามคุณสมบัติกล้วยน้ำว้าท่ายางทุกประการ
ส่วนต้นกันยุงที่เพาะด้วยเนื้อเยื่อ มีลักษณะ ใบมีกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยคล้ายน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม ในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิยมปลูกไว้ตามบริเวณบ้านเพื่อให้ใบสิ่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ยุงไม่ชอบ จึงมีผู้ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า ต้นกันยุง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น